การถามค้านพยานส่วนมากเป็นการถามพยานบุคคลที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามอ้างมา โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่ถามค้านส่วนมากต้องการเพียงให้ศาลไม่เชื่อถือพยานที่ถูกถามค้านนั้น เพราะเพียงแต่ศาลไม่เชื่อถือหรือสงสัยในความน่าเชื่อถือของคำพยานฝ่ายหนึ่ง ถ้าเป็นคำพยานโจทก์ในคดีอาญาก็มีผลถึงทำให้ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง เราจึงแบ่งระดับของความคาดหวังผลที่ได้จากการถามค้าน ดังนี้
(1) เพื่อใช้สิทธินำพยานมาสืบในเรื่องที่ถามค้านนั้นในภายหลัง
(2) เพื่อให้คำตอบของพยานที่ถูกถามค้านมาเสริมหรือสนับสนุนความน่าเชื่อถือของคำพยานฝ่ายที่ถามค้าน
(3) เพื่อให้ศาลไม่เชื่อถือพยานที่ถูกถามค้านนั้น
(4) เพื่อให้คำตอบของพยานที่ถูกถามค้านสนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงของฝ่ายที่ถามค้าน
การที่ต้องแบ่งระดับของความคาดหวังผลที่ได้จากการถามค้านเช่นนี้ก็เพราะระดับของความคาดหวังดังกล่าวจะสัมพันธ์กับการเลือกใช้วิธีการและคำถามที่ใช้ถามค้าน กล่าวคือ
(1) วิธีถามค้านเพื่อใช้สิทธินำพยานมาสืบในเรื่องที่ถามค้านนั้นในภายหลัง
การถามค้านตามเป้าหมายนี้ ผู้ถามไม่ได้คาดหวังว่าจะได้คำตอบอย่างไร แต่ถามเพื่อจะนำพยานมาสืบในเรื่องที่ถามค้านนั้นในภายหลัง เช่น ในคดีที่ผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่ผู้เช่าโดยอ้างว่าได้บอกเลิกสัญญาเช่าแล้วเพราะผู้เช่าทำการต่อเติมอาคารสถานที่เช่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ให้เช่าเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนตามที่ระบุไว้ในสัญญาเช่าอันเป็นการผิดสัญญา และมีข้อกำหนดของสัญญาให้บอกเลิกสัญญาได้ทันที หากในคดีนั้นผู้เช่าเป็นฝ่ายมีหน้าที่นำพยานมาสืบภายหลังและประสงค์จะให้ผู้เช่าอ้างตนเองเป็นพยานว่าผู้ให้เช่าได้อนุญาตให้ต่อเติมอาคารด้วยวาจาแล้ว ฝ่ายผู้เช่าก็ต้องถามค้านเมื่อผู้ให้เช่าเข้าเบิกความเป็นพยานไว้ว่า “ผู้เช่าได้มาขออนุญาตจากคุณว่าจะต่อเติมอาคารโดยขออนุญาตด้วยวาจา และคุณก็ได้อนุญาตแล้ว ซึ่งเมื่อผู้เช่าขอให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรคุณเองก็บอกว่าไม่เป็นไร เพราะถือว่าคุณอนุญาตแล้วใช่หรือไม่” โดยไม่ต้องสนใจว่าผู้ให้เช่าจะตอบคำถามค้านนี้อย่างไร เพราะแม้ผู้ให้เช่าจะปฏิเสธ ผู้เช่าก็จะนำสืบยืนยันตามข้อความที่ถามค้านไว้นั้น แล้วให้เป็นดุลพินิจของศาลที่จะวินิจฉัยว่าจะเชื่อถือฝ่ายใด การถามค้านในลักษณะนี้จึงทำง่ายๆ โดยนำเอาข้อความที่ประสงค์จะสืบพยานฝ่ายเราในภายหลังมาถามเท่านั้น
(2) การถามค้านเพื่อให้คำตอบของพยานที่ถูกถามค้านมาเสริมหรือสนับสนุนความน่าเชื่อถือของคำพยานฝ่ายที่ถามค้าน
การถามค้านในลักษณะนี้ผู้ถามต้องการเพียงคำตอบที่จะมาเจื่อสมหรือสอดคล้องกับคำพยานฝ่ายตนที่ได้สืบไปแล้วหรือจะได้สืบในภายหลัง เพื่อให้คำพยานฝ่ายตนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากขึ้น เรื่องที่จะถามค้านมักจะเป็นข้อเท็จจริงแวดล้อมประเด็นมากกว่าที่จะเป็นข้อเท็จจริงในประเด็นโดยตรง ลักษณะการถามจึงไม่ใช้มุ่งหักล้างความน่าเชื่อถือของคำเบิกความของพยานที่ถูกถามค้าน ตัวอย่างเช่น
คดีอาญาเรื่องหนึ่งโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ซึ่งมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์โดยการตัดคันหินและทางเดินเท้าสาธารณะเพื่อขยายทางเข้าที่ดินของตนเอง พยานโจทก์เบิกความตอบคำซักถามของพนักงานอัยการโจทก์ว่า พยานรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่โยธาฯ ในเขตพื้นที่เกิดเหตุออกตรวจพบคนงานกลุ่มหนึ่งกำลังทุบทำลายคันหินและทางเดินเท้าสาธารณะบริเวณประตูเข้าโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง สอบถามได้ความว่าจำเลยเป็นผู้สั่งให้กระทำ จึงร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีกับจำเลย ในการถามค้านทนายจำเลยนำภาพถ่ายคันหินและทางเดินเท้าสาธารณะบริเวณปากซอยที่ต่างๆ ที่มีสภาพชำรุดให้พยานดูและถามถึงสาเหตุที่ชำรุดว่า เกิดจากรถยนต์โดยสารหรือรถยนต์บนนทุกเลี้ยวเข้าซอย แต่เนื่องจากทางเข้าคับแคบทำให้ล้อรถปีนคันหินเป็นประจำจนคันหินและพื้นทางเท้าชำรุด เป็นอุปสรรคและอันตรายต่อประชาชนที่ใช้ทางเดินเท้านั้น ภายหลังจึงนำพยานเข้าสืบว่า จำเลยตัดคันหินบริเวณดังกล่าวเพื่อซ่อมแซมเนื่องจากชำรุดเพราะรถโดยสารนักเรียนเข้าออกปีนคันหินและทับทางเท้าบริเวณดังกล่าวจนแตกเสียหาย แต่โดยที่เห็นว่า ถ้าเพียงแต่ซ่อมแซมให้คืนสภาพก่อนเกิดความชำรุด รถยนต์โดยสารที่แล่นเข้าออกก็จะปีนและทับทางเท้าจนชำรุดอีก จึงขยายปากทางเข้าออกและประตูโรงเรียนเพื่อให้รถยนต์โดยสารสามารถเข้าออกโดยสะดวก จำเลยไม่มีเจตนาทำให้คันหินและทางเท้านั้นเสียหาย ในที่สุดศาลรับฟังว่าจำเลยขาดเจตนากระทำความผิดโดยอาศัยเหตุผลว่าคำพยานโจทก์เจื่อสมกับคำเบิกความของพยานจำเลยสมจริงตามข้อนำสืบของจำเลย
(3) วิธีถามค้านเพื่อให้ศาลไม่เชื่อถือพยานที่ถูกถามค้านนั้น
เป็นการถามโดยมุ่งทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานที่คู่ความฝ่ายตรงข้ามนำมาสืบ เพื่อให้ศาลไม่เชื่อถือหรือสงสัยในความน่าเชื่อถือของพยานนั้น มีวิธีถามอยู่หลายวิธีคือ
ก. ถามให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีเหตุผลน่าเชื่อว่าพยานจะเบิกความเข้าข้างฝ่ายที่อ้างพยานนั้นมาสืบ หรือจะปรักปรำคู่ความฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าจะเป็นฐานะความเกี่ยวพันกับคู่ความ การมีส่วนได้ส่วนเสียในคดี หรือการที่พยานเคยมีข้อขัดแย้งหรือบาดหมางกับคู่ความฝ่ายตรงข้ามหรือบุคคลที่ใกล้ชิดของคู่ความฝ่ายตรงข้ามมาก่อนหรือพฤติการณ์อื่นๆ เป็นการถามค้านให้ศาลสงสัยในความน่าเชื่อถือของพยาน ผลได้ของการใช้วิธีนี้มีไม่มากนัก เพราะถ้าไม่มีองค์ประกอบอย่างอื่นมาเกี่ยวข้องกับการรับฟังพยานของศาลแล้ว โอกาสที่ศาลจะยังคงรับฟังตามที่พยานเบิกความก็มีอยู่มาก
ข. ถามให้พยานที่รู้เห็นข้อเท็จจริงใดร่วมกันเบิกความขัดกันในข้อสาระสำคัญ วิธีนี้เป็นวิธีที่ใช้กันมากที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะถ้าพยานไม่ได้รู้เห็นจริงตามที่อ้าง หรือไม่ได้เตรียมตัวมาอย่างดี หรือประหม่า หรือควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หรือแม้แต่ไม่เข้าใจคำถามที่แฝงอุบายล่อลวงให้เข้าใจผิดซึ่งส่วนมากจะเป็นคำถามนำ พยานก็จะเบิกความขัดกันได้ การถามค้านวิธีนี้จะถามพยานที่เข้าเบิกความก่อนให้ได้ความอย่างหนึ่งไว้ หลังจากนั้นก็ถามให้พยานที่เข้าเบิกความภายหลังเบิกความเป็นอย่างอื่นไป เช่นถามพยานที่เบิกความก่อนได้ความว่าเห็นจำเลยยิงผู้ตายแล้ววิ่งไปทางทิศตะวันออก แล้วถามพยานที่เบิกความภายหลังว่าเห็นเหตุการณ์เดียวกันว่าพอยิงผู้ตายแล้วจำเลยก็ขึ้นรถจักรยานยนต์ขับหนีไปทางทิศตะวันตก เป็นต้น
จุดอ่อนของการถามค้านพยานวิธีนี้ก็คือ ผู้ถามต้องถามพยานที่เข้าเบิกความก่อนไว้เป็นหลัก แล้วจึงถามค้านพยานที่เข้าเบิกความภายหลังให้ขัดกันหรือแตกต่างกัน ซึ่งแม้กฎหมายจะห้ามมิให้พยานที่จะเข้าเบิกความภายหลังได้ฟังพยานคนก่อนเบิกความแต่ทนายของคู่ความฝ่ายที่อ้างพยานนั้นก็ได้ฟังพยานเบิกความตอบคำถามค้านโดยตลอดว่าตอบอย่างไรบ้าง ทำให้สามารถซักซ้อมกับพยานที่จะเข้าเบิกความภายหลังไว้ล่วงหน้าว่าจะมีอาณัติสัญญาณกันอย่างไร แล้วชิงเอาคำถามเดียวกันนั้นมาถามเสียก่อนทั้งหมดในการซักถามพยานนั้นโดยบอกใบ้คำตอบตามอาณัติสัญญาณที่นัดหมายไว้ พยานที่เบิกความภายหลังก็จะเบิกความตรงกับพยานที่เบิกความก่อน ผู้ถามค้านก็จะไม่สามารถใช้วิธีนี้ได้ผล
ค. ถามค้านให้พยานเบิกความขัดกับข้อเท็จจริงที่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุนแน่นแฟ้นว่าเป็นความจริงหรือเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป วิธีนี้ผู้ถามต้องรู้ว่ามีพยานหลักฐานอื่นอย่างใดหรือมีความรู้ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป วิธีนี้ผู้ถามต้องรู้ว่ามีพยานหลักฐานอื่นอย่างใดหรือมีความรู้ข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไปอย่างใดที่จะนำมายืนยันกับคำเบิกความของพยาน เช่นถามว่า พยานเห็นหน้าจำเลยได้ทั้งๆ ที่เป็นเวลากลางคืนและไม่มีแสงไฟในที่เกิดเหตุก็เพราะอาศัยแสงจากดวงจันทร์ โดยมีหลักฐานพิสูจน์ได้จากปฏิทินว่าคืนเกิดเหตุเป็นคืนแรม 15 ค่ำ ซึ่งจะไม่มีแสงจันทร์ หรือถามถึงจุดที่พยานอยู่ขณะเห็นเหตุการณ์กับจุดที่เกิดเหตุ เพื่อให้ศาลไปเผชิญสืยในภายหลังว่า หากพยานอยู่ตรงจุดที่เบิกความไว้ก็จะมีสิ่งอื่นบังสายตาพยานจนไม่สามารถเห็นเหตุหารณ์ตามที่เบิกความได้ หรือในกรณีที่พยานเบิกความตอบคำซักถามของศาลหรือคู่ความฝ่ายตรงข้ามไว้แล้วและผู้ถามค้านมีพยานเอกสารหรือพยานวัตถุนั้นก็ใช้ยันกับพยานเสียเลย การถามค้านวิธีนี้เป็นอีกวิธีที่ใช้กันมากและได้ผลดี
ง. ถามค้านให้ศาลเห็นว่าคำเบิกความของพยานมีความเป็นไปได้อย่างอื่นที่ไม่ใช่ตามที่ฝ่ายอ้างพยานนั้นมาต้องการนำสืบให้ศาลรับฟัง การถามค้านวิธีนี้ทำด้วยการเพิ่มเติมข้อเท้จจริงในเชิงเหตุผลเพื่อให้ศาลเห็นว่าข้อสรุปที่พยานกล่าวอ้างเป็นข้อสรุปที่ไม่สมเหตุผลในเชิงตรรกวิทยา เพราะข้อสรุปดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งใน “ความน่าจะเป็น” เท่านั้นและมีความเป็นไปได้อย่างอื่นอีกด้วย ตัวอย่างเช่น เมื่อพยานจำเลยเบิกความว่าเป็นช่างไฟฟ้าได้ตรวจสอบว่า ถ้าสายลวดเปลือยเหนือรั้วบ้านจำเลยหลุดห้อยออกมาสัมผัสกับรั้วที่เป็นโลหะจะเกิดการลัดวงจรของกระแสไฟฟ้าทำให้ฟิวส์ขาด เมื่อฟิวส์ขาดก็จะไม่มีกระแสไฟฟ้าในลวดนั้นอีก ทนายโจทก์ก็ถามค้านให้ได้ความว่าการที่ฟิวส์จะขาดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับขนาดของฟิวส์ที่ใช้อยู่ด้วยและพยานไม่ทราบว่าวันเกิดเหตุจำเลยใช้ฟิวส์ขนาดไหนติดตั้งที่สะพานไฟ ทำให้ศาลไม่รับฟังและวินิจฉัยตามที่จำเลยตั้งใจจะนำสืบว่าวันเกิดเหตุไม่มีกระแสไฟฟ้าในเส้นลวด เป็นต้น การถามค้านด้วยวิธีนี้มักจะใช้กับกรณีที่พยานเบิกความในฐานะผู้เชี่ยวชาญได้ผลดี แต่ผู้ถามต้องมีความรู้ในเรื่องที่พยานเบิกความถึงพอสมควรด้วย
จ. ถามค้านเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงขึ้นใหม่ที่จะหักล้างคำเบิกความของพยานที่เบิกความมาแล้วนั้นเสียเอง การถามค้านให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้ต้องอาศัยทักษะที่ดีเยี่ยมในการซักถามพยานผนวกกับการรู้ข้อเท็จจริงในคดีอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตัวอย่างของการถามค้านวิธีนี้ที่เป็นเล่าขานและถือว่าเป็นครูของการถามค้านพยานได้เป็นอย่างดี ก็คือ “การฝังพยาน” ของทนายความท่านหนึ่งซึ่งเข้าใจว่าท่านคงล่วงลับไปนานแล้ว เรื่องมีอยู่ว่าในคดีอาญาเรื่องนั้นพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา และพยานซึ่งอ้างว่าเป็นประจักษ์พยานเบิกความว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลาบ่ายขณะที่พยานขุดดินอยู่ได้ยินเสียงปืนดังมาจากทิศทางที่เกิดเหตุจึงหันไปดูเห็นผู้ตายถูกยิงล้มลง มีจำเลยถือปืนวิ่งหนีไป ในการถามค้านท่านได้เลียบเคียงถามตั้งแต่ต้นว่าพยานขุดดินเพื่อทำอะไร ขุดตั้งแต่เมื่อไร ชั่วโมงหนึ่งจะขุดได้ลึกแค่ไหน ดินที่ขุดขึ้นมาเอาไว้ที่ไหน ถึงตอนเกิดเหตุพยานขุดได้ลึกแล้วใช่ไหม เมื่อขุดลึกขนาดนั้นแล้วพยานก็ต้องลงไปอยู่ในหลุมด้วยใช่ไหม มาจบลงตรงคำถามว่า ขณะเกิดเหตุเมื่อพยานอยู่ในหลุมนั้น ความลึกของหลุมบวกกับความสูงของดินที่ขุดขึ้นกองไว้ที่ปากหลุมรวมกันแล้วแค่ไหนซึ่งพยานก็เอามือท่วมหัวกะระยะให้ดู ถึงตอนนี้ไม่เพียงตัวพยานเท่านั้นที่อยู่ในหลุม แต่ข้อความทั้งหมดที่เบิกความไว้ในตอนแรกว่าเห็นอย่างไรบ้างได้ถูกใส่ลงหลุมพร้อมกลบฝังไปเรียบร้อยด้วย
(4) การถามค้านเพื่อให้ได้คำตอบมาสนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงของฝ่ายที่ถามค้าน
การถามค้านด้วยเป้าหมายนี้ควรจะใช้เฉพาะกรณีที่พยานที่จะต้องถามค้านนั้นเป็นผู้รู้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับประเด็นแห่งคดีที่ตกเป็นภาระการพิสูจน์ของผู้ถามค้านและผู้ถามค้านไม่มีบุคคลอื่นที่จะอ้างมาเป็นพยานรู้เห็นข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งถ้าไม่ได้ข้อเท็จจริงนี้จากคำให้การของพยานบุคคลรายนี้ให้เป็นประโยชน์แก่คู่ความฝ่ายที่ถามค้านก็จะทำให้ศาลไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอสำหรับรับฟังวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่คดีฝ่ายผู้ถามค้าน หากไม่ได้ตกอยุ่ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าวแล้วก็ไม่ควรเสี่ยงถามค้านพยานด้วยจุดประสงค์นี้
ในการถามพยานลักษณะนี้ ผู้ถามต้องถามเกี่ยวกับเรื่องแวดล้อมประเด็นเพื่อผูกมัดพยานไม่ให้ “ดิ้น” เสียก่อน ถ้ามีพยานเอกสารหรือพยานวัตถุที่จะยืนยันข้อเท็จจริงได้ก็นำมาให้พยานตรวจดูและเบิกความรับรองด้วย มิฉะนั้นพยานอาจจะบ่ายเบี่ยงได้ว่าไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่เราต้องการ จนเมื่อคำให้การของพยานผูกมัดตัวเองจนไม่อาจปฏิเสธความรู้เห็นในเรื่องที่ต้องการแล้วจึงค่อยเข้าสู่เรื่องที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องคดีอาญาข้อหาผิด พ.ร.บ.เช็คฯ เรื่องหนึ่ง ตัวโจทก์เบิกความว่ามีผู้มีชื่่อนำเช็คพิพาทมาชำระค่าสินค้าที่ซื้อไปจากโจทก์ ทนายจำเลยถามค้านโดยเลียบเคียงว่า โจทก์เปิดร้านค้าโดยใช้ชื่อร้านว่าอะไร เมื่อได้คำตอบว่าเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด (ซึ่งเป็นนิติบุคคล) ก็ถามย้ำไปว่าได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลด้วยใช่หรือไม่ การนำเช็คมาชำระหนี้ก็เป็นการชำระค่าสินค้าในกิจการของห้างฯ ใช่หรือไม่ โจทก์นำเช็คดังกล่าวไปเรียกเก็บเงินแทนห้างฯ โดยเข้าบัญชีเงินฝากส่วนตัวใช่หรือไม่ ถ้าเช็คพิพาทเรียกเก็บเงินได้ก็จะต้องนำเงินส่งเข้าห้างฯ ใช่หรือไม่ ซึ่งพยานก็ตอบว่าใช่ทุกข้อ ทำให้ได้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะไม่ใช่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อต่อสู้ที่จำเลยตั้งใจจะต่อสู้ (คดีนี้เป็นคดีอาญาที่ทนายจำเลยกล้าถามค้านวิธีนี้ เพราะโจทก์ไม่รู้ตัวว่าจำเลยจะต่อสู้คดีอย่างไร โอกาสที่จะได้ผลตามความประสงค์จึงมีมากและถึงไม่ได้ผลก็ถือว่าเสมอตัว)
นอกจากเป้าหมายของการถามค้านดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีการถามค้านเพื่อผลได้อย่างอื่น เช่น ก่อนการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งส่งต้นฉบับเอกสารที่มีอยู่ในความครอบครองของตนต่อศาล และมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าคู่ความที่ครอบครองเอกสารนั้นจะปฏิเสธว่าไม่มีเอกสารดังกล่าวอยู่ในความครอบครอง เพราะเอกสารนั้นเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่จะทำให้ศาลเห็นข้อเท็จจริงที่เป็นโทษแก่ฝ่ายที่ครอบครองเอกสารนั้นอยู่ ก็อาจถามค้านตัวคู่ความที่ครอบครองเอกสารนั้นเมื่อเข้าเบิกความต่อศาลเสียก่อนให้ได้ความว่ามีพยานเอกสารที่จะขอให้ศาลเรียกมานั้นอยู่ในครอยครอง แล้วจึงค่อยยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งเรียกเอกสารนั้นมาประกอบการพิจารณา ซึ่งถ้ามีการปฏิเสธว่าไม่มีเอกสารนั้นในครอบครองก็สามารถใช้คำเบิกความที่ถามค้านไว้ยืนยันเพื่อประโยชน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 123 วรรคแรกต่อไป
ข้อมูล: เพิ่มบุญ เปลี่ยนภู่, ถามพยานอย่างไรให้ชนะคดี, ชมรมทนายความจังหวัดชลบุรี, 2566.



